เมื่อฝ่ายจัดซื้อได้รับโจทย์ให้หา บริษัทโซล่าเซลล์ เพื่อเปรียบเทียบราคาและขออนุมัติ สิ่งแรกที่มักถูกนำมาพิจารณาหลายคนมักจะต้องนึกถึงเรื่อง ขนาดระบบ (kWp), ราคา และระยะเวลาคืนทุน
ถึงแม้ว่าข้อมูลเหล่านี้ จะมีความสำคัญต่อการพิจารณาจริง แต่สำหรับโปรเจกต์ที่ต้องติดตั้งแผงและอยู่บนหลังคาอีกหลายสิบปี ก็ยังต้องคำนึงถึงปัจจัยอื่น ๆ ร่วมด้วย โดยที่ฝ่ายจัดซื้อต้องเช็กสัญญาให้ละเอียด เพื่อป้องกันปัญหาที่อาจตามมาทีหลัง เช่น
- อุปกรณ์มีปัญหา แต่ขอบเขตการรับประกันไม่ตรงกับที่ตกลงไว้
- ขั้นตอนการขออนุญาตเชื่อมต่อไฟยังไม่เสร็จสมบูรณ์
- ไม่มีผู้รับผิดชอบชัดเจนเมื่อระบบหยุดทำงาน
ในบทความนี้ SOLAR WING จะพาฝ่ายจัดซื้อและทีมวิศวกรรม มาร่วมกันเช็กลิสต์ทั้ง 5 จุดบอดในสัญญาที่มีความเสี่ยง พร้อมวิธีกำหนดกรอบเปรียบเทียบผู้รับเหมา (Vendor Comparison) เพื่อให้สามารถเปรียบเทียบทุกเจ้าได้อย่างมีประสิทธิภาพ สำหรับเตรียมนำเสนอผู้บริหาร มาฝากกัน
ทำไมการเปรียบเทียบราคาและกำลังไฟฟ้าสูงสุดที่ผลิตได้ ถึงยังไม่พอ?

ปัญหาของการเปรียบเทียบใบเสนอราคา คือแต่ละ Vendor อาจระบุขอบเขตไม่เหมือนกัน รายหนึ่งแจ้งยี่ห้อและรุ่นอุปกรณ์ครบ อีกรายเขียนที่มาแค่ “แผงคุณภาพสูง” หรือบางรายรวมงานเอกสารและขอเชื่อมต่อไว้แล้ว ขณะที่บางรายอาจมีค่าใช้จ่ายในบางส่วนเพิ่มเติมภายหลังโดยที่เราไม่มีโอกาสทราบมาก่อน
นั่นจึงทำให้ก่อนเทียบว่าบริษัทโซล่าเซลล์รายไหนราคาดีกว่า ควรทำให้ Scope, Spec, Warranty, งานอนุญาต และ บริการหลังการขายอยู่บนฐานเดียวกันก่อน มิฉะนั้นราคาที่ดูต่ำกว่าอาจเกิดจากขอบเขตงานที่ไม่เท่ากัน ซึ่งไม่ใช่ต้นทุนรวมที่ต่ำกว่าจริง
5 จุดบอดในสัญญาที่ควรเช็กให้ละเอียด ก่อนเลือกบริษัทโซล่าเซลล์

เพื่อให้การเซ็นสัญญาเลือกบริษัทโซล่าเซลล์ เป็นไปด้วยความโปร่งใสและความเข้าใจที่ถูกต้องตั้งแต่เริ่มต้น ฝ่ายจัดซื้อมีเช็กลิสต์อยู่ 5 จุดที่ควรอ่านในสัญญาให้ละเอียดก่อนเซ็น ดังต่อไปนี้
จุดบอดที่ 1 สเปกอุปกรณ์และเงื่อนไข Warranty ระบุไม่ครบ

เมื่อพบเจอคำว่าแผง 600 W หรืออินเวอร์เตอร์ประสิทธิภาพสูง นั่นอาจยังไม่เพียงพอสำหรับการตรวจรับในโครงการ B2B เพราะฝ่ายจัดซื้อควรดำเนินการตรวจย้อนกลับได้ ว่าใช้อุปกรณ์แบรนด์ใด รุ่นใด มี Datasheet อะไร และรับประกันภายใต้เงื่อนไขใด ซึ่งใน TOR หรือใบเสนอราคา ควรแยกอย่างน้อย 3 เรื่อง ดังนี้
- Product Warranty: ระยะเวลารับประกันตัวอุปกรณ์ตามเอกสารของผู้ผลิตสำหรับรุ่นที่เสนอ
- Performance Warranty: เงื่อนไขและระยะเวลาการรับประกันกำลังผลิตของแผงตาม Manufacturer Warranty โดยไม่ควรใช้ตัวเลขเดียวแทนทุกแบรนด์และทุกรุ่น
- Workmanship Warranty: ขอบเขตความรับผิดชอบต่องานติดตั้ง เช่น จุดยึด งานเดินสาย หรือบริเวณหลังคาที่ได้รับผลกระทบจากการติดตั้ง
นอกจากระยะเวลาแล้ว ควรมองไปอีกสเต็ปหนึ่งเพื่อถามต่อว่าใครเป็นผู้รับเรื่องเคลม ต้องใช้เอกสารอะไร และหากอุปกรณ์เสียใครเป็นผู้ประสานงานกับผู้ผลิต เพราะ Warranty ที่เขียนอยู่บน Datasheet จะมีประโยชน์กับธุรกิจจริง ก็ต่อเมื่อมี Serial Number หลักฐานส่งมอบ และขั้นตอนการเคลมที่ตรวจสอบย้อนหลังได้
จุดบอดที่ 2 เขียนว่ารวมขออนุญาต แต่ไม่บอกว่ารวมถึงขั้นตอนไหน

งาน Solar Rooftop สำหรับธุรกิจไม่ได้มีขั้นตอนเดียวเหมือนกันทุกโครงการ เนื่องด้วยขอบเขตที่ต้องดำเนินการขึ้นอยู่กับขนาดระบบ วัตถุประสงค์ว่าผลิตใช้เองหรือจำหน่ายไฟฟ้า ลักษณะพื้นที่ และกฎหมายที่เกี่ยวข้อง
โดยทางสำนักงาน กกพ. มีขั้นตอนสำหรับการแจ้งกิจการพลังงานที่ได้รับการยกเว้น รวมถึงเอกสารสำหรับ Rooftop PV ทั้งกรณีใช้ไฟภายในกิจการและกรณีที่เกี่ยวข้องกับการจำหน่ายไฟฟ้า ขณะที่การเชื่อมต่อเข้ากับระบบโครงข่ายต้องดำเนินการกับการไฟฟ้าในพื้นที่ตามหลักเกณฑ์ที่กำหนด
ด้านกฎหมายโรงงานเอง ก็มีรายละเอียดแตกต่างกันตามลักษณะและขนาดโครงการ จึงไม่ควรสรุปว่าระบบทุกประเภทต้องขอเอกสารชุดเดียวกันทั้งหมด จึงเป็นเหตุผลสำคัญที่ทำให้ในสัญญาไม่ควรเขียนกว้าง ๆ เพียงว่ารวมค่าขออนุญาต แต่ควรระบุงานที่ต้องส่งมอบให้ชัด เช่น งานยื่นขอเชื่อมต่อ งานเอกสารกับ กกพ. งานที่เกี่ยวข้องกับอาคารหรือโรงงานในกรณีที่เข้าข่าย รวมถึงใครรับผิดชอบค่าธรรมเนียมและเอกสารแต่ละส่วน
จุดบอดที่ 3 มีบริการหลังการขาย แต่ไม่มี SLA ที่วัดผลได้

หากเจอรายละเอียดในเอกสารที่ระบุเอาไว้ว่า ดูแลตลอดอายุโครงการหรือบริการรวดเร็ว นั่นอาจฟังดูดี แต่ในความเป็นจริงแล้วมันใช้เป็นเกณฑ์ตรวจสอบไม่ได้
ซึ่ง SLA (Service Level Agreement) ควรมีการกำหนดให้ชัดเจนว่า เมื่อพบปัญหา Vendor ต้องตอบรับภายในระยะเวลาใด กรณีใดต้องเข้าหน้างาน ช่องทางการแจ้งปัญหาต้องรายงานที่ใคร และใครเป็นผู้รับผิดชอบเมื่อเกิดเหตุเร่งด่วน
โดยจุดสำคัญที่ต้องเน้นเป็นพิเศษ คือไม่จำเป็นต้องใช้ตัวเลข SLA เดียวกันทุกโรงงาน โรงงานที่มีสายการผลิตต่อเนื่องและสูญเสียต้นทุนทันทีเมื่อระบบมีปัญหา ย่อมมีความต้องการด้าน Response Time ต่างจากสถานประกอบการที่สามารถรอการตรวจตามรอบได้
ฉะนั้นตัวเลข SLA ควรตกลงจากระดับความสำคัญของระบบและผลกระทบต่อธุรกิจ แล้วระบุไว้ในสัญญาอย่างชัดเจน แทนการใช้ตัวเลขกลางหรือข้อความกว้าง ๆ ที่ไม่สามารถนำมาตรวจสอบได้จริง
จุดบอดที่ 4 มี Warranty แต่อาจไม่มีแผนบำรุงรักษาหรือป้องกันความเสียหาย

สำหรับการรับประกัน (Warranty) กับการดูแลซ่อมบำรุง (Maintenance) นั้นเป็นคนละเรื่องกันเลย การรับประกันกำหนดว่า เมื่ออุปกรณ์หรือผลงานเข้าเงื่อนไข ผู้รับผิดชอบจะดำเนินการอย่างไร ส่วน Preventive Maintenance คือการตรวจระบบเชิงป้องกัน เพื่อค้นหาความผิดปกติก่อนที่ปัญหาเล็กจะพัฒนาเป็นความเสียหายที่ใหญ่ขึ้น
สัญญาจึงควรระบุให้ชัดเจนว่า O&M ครอบคลุมอะไรบ้าง เช่น การตรวจสภาพแผง อินเวอร์เตอร์ ตู้ AC DC สายและจุดเชื่อมต่อ การทำความสะอาดตามความเหมาะสมของไซต์ การตรวจจุดที่มีอุณหภูมิผิดปกติด้วย Thermal Camera และการจัดทำรายงานหลังตรวจ
ส่วนความถี่ในการทำความสะอาดหรือเข้าตรวจ ก็ไม่ควรใช้ตัวเลขเดียวกับทุกโครงการเช่นกัน เนื่องจากต้องมีการพิจารณาทั้งสภาพพื้นที่ ปริมาณฝุ่น รูปแบบการใช้งาน คำแนะนำของผู้ผลิต และข้อมูล Performance ของระบบ
จุดบอดที่ 5 รู้ชื่อบริษัท แต่ไม่รู้ว่าใครเป็นคนรับผิดชอบหน้างานจริง

การใช้ผู้รับเหมาช่วง (Subcontractor) ไม่ได้หมายความว่างานจะไม่มีคุณภาพ และการมีทีม In-house ก็ไม่ได้รับประกันว่างานจะไม่มีปัญหา เพราะใจความสำคัญคือโครงสร้างความรับผิดชอบต้องตรวจสอบได้
ก่อนเลือก Vendor ควรเช็กให้ละเอียดอีกทีหนึ่งว่า ใครเป็นวิศวกรผู้รับผิดชอบการออกแบบ ใครควบคุมงานติดตั้ง ใครรับผิดชอบการว่าจ้างและใครดูแลหลังส่งมอบ หากมีผู้รับเหมาช่วง ผู้รับเหมาหลักยังรับผิดชอบงานส่วนใดบ้าง และเมื่อเกิดปัญหาต้องติดต่อไปยังใคร
ตารางเปรียบเทียบ Checklist ก่อนส่งผู้บริหารอนุมัติ
| หัวข้อตรวจสอบ | สิ่งที่ควรมีในข้อเสนอหรือสัญญา | คำถามที่ควรถาม Vendor |
| สเปกและ Warranty | Brand, Model, Datasheet, Warranty แยกตามอุปกรณ์และงานติดตั้ง | หากเสีย ใครรับเคลมและ ใช้เอกสารอะไร |
| งานอนุญาต/เชื่อมต่อ | Permit Matrix ระบุหน่วยงาน เอกสาร ผู้รับผิดชอบ และค่าใช้จ่าย | ราคานี้ครอบคลุม จนถึงขั้นตอนไหน |
| เงื่อนไขการให้บริการ (SLA) | Response, On-site, Escalation และหลักเกณฑ์ปิดงาน | ถ้าระบบมีปัญหา นอกเวลาทำการ ติดต่อใคร |
| การดำเนินงานและ การบำรุงรักษา (O&M) | Scope งานตรวจ ความถี่ เกณฑ์ทำความสะอาด และรายงานหลังตรวจ | มี Preventive Maintenance หรือรอเสียแล้วซ่อม |
| ทีมโครงการ | ผู้รับผิดชอบออกแบบ ติดตั้ง Commissioning และ After-sales | ใครเป็นผู้รับผิดชอบสุดท้ายหากใช้ Subcontract |
ขอบเขตของงาน (TOR) ที่ดี ควรระบุงานและสิ่งที่ต้องส่งมอบให้ชัดเจน

TOR (Terms of Reference) เป็นเครื่องมือสำคัญที่ทำให้ Vendor ทุกเจ้าตีราคาอยู่บนโจทย์เดียวกัน หาก TOR เขียนกว้างเกินไป ต่อให้เปรียบเทียบราคาหลายราย ก็ยังอาจไม่ได้กำลังเปรียบเทียบ Scope เดียวกันจริง สำหรับโครงการ Solar Rooftop โรงงาน TOR ควรครอบคลุม 3 หมวดสำคัญ ดังนี้
1. คุณสมบัติและความรับผิดชอบของผู้ติดตั้ง
ระบุทีมวิศวกร ผู้ควบคุมงาน ประสบการณ์ เครื่องมือที่ใช้ และเอกสารรับรองที่ต้องส่งก่อนเริ่มงาน เพื่อให้ฝ่ายจัดซื้อรู้ว่าใครคือผู้รับผิดชอบในแต่ละช่วงของโครงการ
2. คุณสมบัติเชิงเทคนิคของระบบ
ระบุแบรนด์ รุ่น Datasheet ของแผง อินเวอร์เตอร์ สายไฟ อุปกรณ์ป้องกัน และแบบ Single Line Diagram เพื่อให้ตรวจสอบได้ว่าอุปกรณ์ที่ติดตั้งตรงกับสิ่งที่เสนอราคาไว้จริง
เอกสารตรวจเชื่อมต่อของ PEA เองก็มีการตรวจข้อมูลอุปกรณ์ เช่น Nameplate ของแผงและอินเวอร์เตอร์ รายละเอียด AC/DC Panel สายไฟ ระบบกราวด์ และ Single Line Diagram สะท้อนว่าการระบุอุปกรณ์เป็นรุ่นและค่าพิกัดที่ตรวจสอบได้ มีความสำคัญกว่าการเขียนเพียงคำว่าอุปกรณ์มาตรฐาน
3. การส่งมอบและดูแลหลังติดตั้ง
ควรกำหนด Commissioning, Monitoring, เอกสาร As-built, Warranty, O&M, Training และ SLA ที่ต้องส่งมอบหลังระบบเริ่มใช้งาน
นอกจากนี้ โรงงานยังควรพิจารณาประเด็นอย่างการตรวจและรับรองโครงสร้างหลังคา ประกันภัยระหว่างก่อสร้าง เงื่อนไขการชำระเงิน เอกสารอนุญาต และหลักเกณฑ์รับงานให้เหมาะสมกับขนาดและความเสี่ยงของโครงการ โดยไม่จำเป็นต้องใช้เงื่อนไขตัวเลขเดียวกันทุกโรงงาน
SOLAR WING บริษัทโซล่าเซลล์ที่วางขอบเขตให้ตรวจสอบได้ก่อนติดตั้ง

สำหรับฝ่ายจัดซื้อ นอกจากการมองเรื่องราคาที่แข่งกันได้แล้ว แต่ควรจะต้องรู้ตั้งแต่ก่อนเซ็นว่า ใครรับผิดชอบอะไร และหลังส่งมอบยังมีทีมใดดูแลระบบต่อ
บริษัทติดตั้งโซล่าเซลล์ SOLAR WING จึงให้บริการแบบ One Stop Service ครอบคลุมตั้งแต่การสำรวจหน้างาน ออกแบบระบบ ติดตั้ง ตรวจสอบคุณภาพ ไปจนถึงการดำเนินการด้านเอกสารและบริการหลังการขาย โดยหน้าเว็บไซต์ของบริษัทระบุว่ามีทีมวิศวกรเข้าสำรวจและออกแบบ มี Project Manager และเจ้าหน้าที่ความปลอดภัย รวมถึงทีม Quality Control (QC) ตรวจสอบงานติดตั้งอีกขั้นหนึ่ง
- ดูแลเรื่องเอกสารและการขออนุญาตให้เป็นส่วนหนึ่งของ Scope
- มีทีมวิศวกรและทีมงาน In-house รับผิดชอบต่อเนื่อง
- มี Warranty แยกระหว่างงานติดตั้งและตัวอุปกรณ์
- หลังส่งมอบยังติดตาม Performance ของระบบได้
หากกำลังจัดทำ TOR หรือเปรียบเทียบผู้รับเหมาสำหรับโครงการ Solar Rooftop สามารถส่งรายละเอียดโครงการให้ทีม SOLAR WING ช่วยประเมินขอบเขตเบื้องต้น เพื่อให้เห็นทั้งงานติดตั้ง เอกสาร การรับประกัน และการดูแลหลังส่งมอบก่อนตัดสินใจได้ หรือถ้าต้องการศึกษาข้อมูลบริการและมาตรฐานการติดตั้งเพิ่มเติม สามารถเข้าไปดูได้ที่ SOLAR WING Services
คำถามพบบ่อย เกี่ยวกับ บริษัทโซล่าเซลล์
Q: ถ้าผู้รับเหมาะรายหนึ่งเสนอราคาถูกกว่ารายอื่นมาก ควรดูอะไรเป็นอันดับแรก?
A: อย่าเพิ่งเทียบเฉพาะราคาต่อกำลังผลิตสูงสุดให้ตรวจ Scope, รุ่นอุปกรณ์, การรับประกัน, งานอนุญาต, เงื่อนไขการให้บริการ (SLA) และงานดูแลบำรุงรักษา (O&M) ก่อน เพราะราคาที่ต่ำกว่าอาจเกิดจากขอบเขตบางส่วนไม่ได้รวมอยู่ในข้อเสนอ
Q: เงื่อนไขการให้บริการ (SLA) หลังติดตั้งควรกำหนดกี่ชั่วโมง?
A: ไม่มีตัวเลขเดียวที่เหมาะกับทุกโรงงาน ควรกำหนดจากผลกระทบของการหยุดทำงานของระบบต่อธุรกิจ และแยกให้ชัดทั้งเวลาตอบรับ เวลาเข้าหน้างาน ช่องทางการแจ้งปัญหา ไปจนถึงเงื่อนไขปิดงาน
Q: ถ้ามีการรับประกันแล้ว ยังจำเป็นต้องระบุรายละเอียดการบำรุงรักษาหรือไม่?
A: ควรแยกสองเรื่องนี้ออกจากกัน เพราะการับประกันคือเงื่อนไขเมื่อเกิดความเสียหาย ส่วนการบำรุงรักษา คือการตรวจเชิงป้องกัน หากต้องการให้ผู้รับเหมาดูแลต่อ ควรเขียนขอบเขตและรอบตรวจไว้ในสัญญา
Q: ทีม In-house ดีกว่าผู้รับเหมาภายนอกหรือไม่?
A: ไม่เสมอไป สิ่งสำคัญคือผู้รับเหมาหลักต้องระบุผู้รับผิดชอบ คุณสมบัติของทีม และความรับผิดชอบเมื่อเกิดปัญหาให้ชัดเจน ไม่ว่าจะใช้ทีมรูปแบบใด
Q: ขั้นตอนขออนุญาต Solar Rooftop เหมือนกันทุกโรงงานหรือไม่?
A: ไม่เหมือนกันทั้งหมด เพราะขึ้นอยู่กับขนาดระบบ วัตถุประสงค์การผลิตไฟ พื้นที่ และข้อกฎหมายที่เกี่ยวข้อง จึงควรให้ผู้รับเหมาทำตารางกำหนดเงื่อนไขใบอนุญาต ของโครงการจริงก่อนเซ็นสัญญา
สรุป ฝ่ายจัดซื้อควรเปรียบเทียบข้อมูล บริษัทโซล่าเซลล์ บนฐานข้อมูลเดียวกัน
การเลือกบริษัทโซล่าเซลล์สำหรับโรงงาน ไม่ควรจบที่การนำราคาและกำลังการผลิตมาเรียงกัน แต่ต้องทำให้ขอบเขต, สเปก, การรับประกัน, งานอนุญาต, เงื่อนไขการบริการ (SLA), งานดูแลบำรุงรักษา (O&M) และทีมรับผิดชอบอยู่บนฐานเดียวกันก่อน ซึ่ง 5 จุดที่ควรตรวจให้ครบ ได้แก่ สเปกและเงื่อนไขการรับประกัน ขอบเขตงานอนุญาต SLA หลังติดตั้ง การบำรุงรักษาเชิงป้องกันและโครงสร้างความรับผิดชอบของทีมโครงการ
เมื่อขอบเขตของงาน (TOR) เขียนชัด ผู้รับเหมาทุกรายเสนอราคาบนโจทย์เดียวกัน ฝ่ายจัดซื้อก็จะตัดสินใจได้จากต้นทุนรวมและความเสี่ยงจริง แทนการเลือกจากราคาต่ำสุดเพียงอย่างเดียว หากต้องการให้ทีมวิศวกร SOLAR WING ช่วยประเมินขอบเขตงาน หรือวางแนวทางการเปรียบเทียบผู้รับเหมา สำหรับระบบ Solar Rooftop สามารถติดต่อเข้ามาได้เลย
